วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

Italy flag


ตอนนี้ฉันต้องเตรียมตัวสอบพูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับธงชาติของประเทศต่างๆเป็นภาษาอังกฤษนะ ตอนนี้ก็เลยต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ วันนี้ฉันก็เลยลองหาข้อมูลของธงแต่ละประเทศดู ก็เลยสนใจธงของประเทศอิตาลี เลยเอาข้อมูลมาฝากกัน

Italy flag


The flag of Italy is a tricolour featuring three equally sized vertical pales of green, white and red, with the green at the hoist side. In its current form it has been in use since 19 June 1946 and was formally adopted on 1 January 1948.
The first entity to use the Italian tricolour was the Repubblica Cispadana in 1797, after
Napoleon's victorious army crossed Italy. During this time many small republics of Jacobin inspiration supplanted the ancient absolute states and almost all, with variants of colour, used flags characterised by three bands of equal size, clearly inspired by the French model of 1790. The colours chosen by the Republic were red and white, the colours of the flag of Milan and green, which was the colour of the uniform of the Milanese civic guard.
Some have attributed particular values to the colours and a common interpretation is that the green represents the country's plains and the hills, white, the snow-capped
Alps and red, blood spilt in the Wars of Italian Independence. A more religious interpretation is that the green represents hope, the white represents faith and the red represents charity; this references the three theological virtues


ขอขอบคุณที่มา


บทกลอน

You know what ?
I hate you...
I hate you for being so good to me
I hate how you always come to me
I hate how you always give me your full attention
I hate when you say you "care"
I hate all of it...
so please...
"don't step into my heart"

เธอรู้อะไรไหม
ฉันเกลียดเธอ...
ฉันเกลียดการที่เธอทำดีกับฉัน
ฉันเกลียดที่เธอทำดีกับฉันเสมอมา
ฉันเกลียดที่เธอใส่ใจฉันมากเกินไป
ฉันเกลียดเมื่อเธอพูดว่า "ห่วงใย"
ฉันเกลียดทั้งหมดนั่น

ได้โปรด...
"อย่าเข้ามาในหัวใจของฉัน"


from... นิยายของหัวสมองตีบตัน
เรื่อง mouth to mouth ยัยปากกรรไกรกับ
นายคารมจัด(หน้า132)

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

วรรณกรรมคลาสสิคของฝรั่งเศส


"เจ้าชายน้อย" เขียนโดยแซง-แต็ก ซูเปรี Antoine De Saint-Exuper




ถ้าใครเคยได้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ในสมัยเด็กๆอาจได้มุมมองอีกแบบหนึ่ง....ในหนังสือเล่มนี้ แต่ถ้าเวลาล่วงเลยไปแล้วได้กลับมาอ่านในตอนเป็นผู้ใหญ่ก็จะได้ มุมมองข้อคิดอีกแบบหนึ่งเปลี่ยน วรรณกรรมคลาสิกของโลกเรื่อง "เจ้าชายน้อย"หนังสือที่งดงาม เรียบง่าย ไร้เดียงสาแสดงถึง ความจริงของชีวิตปรากฏขึ้นได้อย่างเด่นชัดที่สุด จินตนาการอันบริสุทธิ์ของดวงใจน้อย ๆของเจ้าชายน้อย วรรณกรรมเรื่องนี้ ได้สะกิดใจฉันให้รำลึกถึง "สิ่งที่สำคัญ"ดังท่อนหนึ่งในหนังสือกล่าวว่า

"เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา""It is only with the heart that you can see fully ;what is essential is invisible to the eyes "เจ้าชายน้อยพูดกับ

สุนัขจิ้งจอก สอนให้เจ้าชายน้อยรู้จัก การสร้างความผูกพันธ์ One runs the risk of weeping a little, if one lets himself be tamed..."เราเสี่ยงต่อการร้องไห้เมื่อเราปล่อยตัวให้สร้างความสัมพันธ์ขึ้นมา" "The fact is that I did not know how to understand anything! I ought to have judged by deeds and not by words. She cast her fragrance and her radiance over me. I ought never to have run away from her... I ought to have guessed all the affection that lay behind her poor little strategems. Flowers are so inconsistent! But I was too young to know how to love her..."

"ฉันไม่เข้าใจอะไรเสียเลย ในตอนนั้นฉันควรจะรู้จักตัดสินเธอจากการกระทำของเธอ มิใช่จากคำพูดของเธอ เธอทำให้โลกของฉันหอมหวนและแจ่มใส ฉันจึงไม่ควรหนีจากเธอมาเลย ฉันควรจะเห็นความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายใต้มารยาของเธอ ดอกไม้ก็มีอารมณ์หวั่นไหวง่ายเช่นนี้เสมอแหละ แต่ฉันก็อ่อนหัดเกินกว่าที่จะรู้จักรัก"

"Only the children know what they are looking for," said the little prince. "They waste their time over a rag doll and it becomes very important to them; and if anybody takes it away from them, they cry..." "พวกเด็กๆเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร..."เจ้าชายน้อยกล่าว "เขายอมเสียเวลาให้กับตุ๊กตาผ้าและตุ๊กตานั้นก็มีความสำคัญมาก และถ้าใครมาเอามันไปจากเขา เขาก็จะร้องไห้..."

เจ้าชายน้อย พูดกับชายบนพื้นโลกว่า"คนในโลกของเธอ ปลูกกุหลาบตั้งห้าพันต้นในสวนเดียว และเค้ายังไม่พบสิ่งที่เค้าต้องการ และทั้งๆสิ่งที่เค้าต้องการอาจหาได้จากกุหลาบแค่ดอกเดียว หรือ น้ำเพียงนิดเดียว""แต่ตาของคนเรากลับมืดบอด สิ่งนั้นต้องค้นหาด้วยใจ ฉันได้ดื่ม ได้หายใจเต็มที่ในยามรุ่งอรุณ ทรายมีสีน้ำผึ้ง ฉันเองก็มีความสุขที่ทรายมีสีน้ำผึ้ง ทำไมฉันจะต้องเป็นทุกข์ "

-"เธอมีพิษร้ายแรงใช่ไหม เธอแน่ใจรึเปล่าว่าจะไม่ทำให้ฉันทรมาน"เจ้าชายน้อยพูดกับงู
-ทำไมกับแค่หมวกใบเดียว จะทำให้ใครๆต้องกลัวด้วย ภาพเขียนของผมไม่ใช่หมวกสักหน่อยมันเป็น
-รูปงูเหลือมที่กำลังย่อยช้างตัวหนึ่งอยู่ในกระเพาะต่างหาก


ขอขอบคุณที่มาจาก

http://dj-indy.exteen.com/20050717/the-little-prince


วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ ประเทศแทนซาเนีย


พอดีว่าวันนี้ได้อ่านหนังสือ อยู่เล่มหนึ่งคะ ชื่อเรื่องว่า "เอาชีวิตรอดในทุ่งหญ้า แอฟริกา"ของนานมีบุ๊ค คะ เพื่อนๆหลายคนคงเคยอ่านแล้วคะ ส่วนดิฉันเพิ่งจะยืมมาจากห้อองสมุดวันนี้เองคะ พออ่านแล้วก็สนุกมากคะ แถมยังได้รับความรู้ด้วยคะ ดิฉันก็เลยนำความรู้ส่วนหนึ่งในหนังสือมาให้เพื่อนอ่านดูคะ อาจจะเป็นความรู้ไม่มากนัก แต่ก็หวังว่าคงมีประโยชน์ต่อผู้สนใจบ้างไม่มากก็น้อยคะ
ทุ่งหญ้าบริสุทธ์ไร้มลภาวะ
อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ อยู่ในประเทศแทนซาเนีย ทางด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1941มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 14,800ตารางกิโลเมตร เนื่องจากตลอดทั้งปีมีปริมาณฝนตกไม่เกิน 800มิลลิลิตร จึงถูกจัดให้เป็น ทุ่งหญ้าเขตร้อน สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยต้นหญ้า ป่าละเมาะ ก้อนหิน และต้นอะเคเซีย ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างสูงในพื้นที่บริเวณนี้ ที่นี่มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่และมีช่วงเวลาของการอพยพ หาแหล่งอาหารที่ชัดเจน จึงทำให้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี ค.ศ.1981
ภายในอุทยานแห่งชาตินี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ประมาณ 3,000,000ตัว อาศัยอยู่เช่น ม้าลายและเเอนทีโลป ซึ่งเป็นสัตว์กีบมีเขาคล้ายกวาง แต่ผลัดเขาไม่ได้ ในจำนวนนี้มีฝูงวิลเดอบีสต์ ซึ่งเป็นแอนทีโลป ชนิดหนึ่งอยู่ประมาณ 1,500,000ตัว ซึ่งมีนิสัยชอบอพยพหาแหล่งอาหาร ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคมจะหินในอุทยานแห่งชาตินี้ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ก็จะพากันอพยพขึ้นเหนือเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่

มหาเวสสันดรชาดก

1.กัณฑ์ทศพร เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ต่อจากนั้นเสด็จไปโปรดพุทธบิดาและพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสด์ เกิดฝนโบกขรพรรษ พระสงค์สาวกกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงเรื่องมหาเวสสันดรชาดก เริ่มตั้งแต่เมื่อกัปที่ 98 นับแต่ปัจจุบัน พระนางผุสดีซึ้งจะทรงเป็นพระมารดาของพระเวสสันดร ทรงอธิษฐานขอเป็นมารดาของผู้มีใจบุญจบลงตอนพระนางได้รับพร 10ประการจากพระอินทร์ อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีที่เป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีรูปร่างที่งดงาม มีความประพฤติดีกริยาเรียบร้อย
2.กัณฑ์หิมพานต์ พระเวสสันดรทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยกับพระนางผุสดี แห่งแคว้นสีวีราษฎร์ประสูติที่ตรอกพ่อค้า เมื่อพระเวสสันดรได้รับเวนราชสมบัติจากพระบิดา ได้พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่กษัตริย์แคว้นกลิงคราชฎร์ ประชาชนไม่พอใจ พระเวสสันดรจึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์ อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ครั้นตายแล้วได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์เสวยสมบัติอันมโหฬาร มีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิตย์จุติจากสวรรค์แล้ว จะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาลหรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายนานาประการจะประมาณมิได้ ประกอบด้วยการสบายใจทุกอิริยาบถ
3.กัณฑ์ทานกัณฑ์ ก่อนเสด็จไปอยู่ป่า พระเวสสันดรได้พระราชทานสัตสดก มหาทาน คือช้าง ม้า รถ ทาสชาย ทาสหญิง โคนม และ นางสนม อย่างละ700อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทองทาส ทาสี และสัตว์ 2เท้า 4เท้า ครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกาพจรสวรรค์มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขในปราสาทแล้วด้วยแก้ว7ประการ
4.กัณฑ์วนปเวสน์ พระเวสสันดรทรงพระนางมัทรีและพระชาลี(โอรส)พระกัณหา(ธิดา)เสด็จจากเมืองผ่านแคว้น เจตราษฎร์ จนเสด็จถึงเขาวงกตในป่าหิมพานต์ อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าจะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีป เป็นผู้ทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามาร๔ปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไป
5.กัณฑ์ชูชก ชูชกพราหมณ์ ขอทานได้นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเป็นภรรยา นางใช้ให้ชูชกไปของสองกุมาร ชูชกเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสีวีราษฎณ์ สามารถหลบหลีกการทำร้ายของชาวเมือง พบพรานเจตบุตรลวงพรานเจตบุตรให้บอกทางไปยังเขาวงกต อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต แม้จะได้สามีภรรยา และบุตรธิดาก็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย
6.กัณฑ์จุลพน ชูชกเดินทางผ่านป่าตามเส้นทางที่เจตบุตรแนะจนถึงที่อยู่ของอัจจุตฤๅษี อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ แม้จะบังเกิดในปรภพใดๆจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวาร จะมีอุทยานอันดารดาษด้วยไม้หอมตรลบไป แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยประทุมชาติ ครั้นตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบต่อไป
7.กัณฑ์มหาพน ชูชกลวงอัจจุตฤๅษี ให้บอกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเสวยสมบัติใดในดาวดึงส์เทวโลกนั้นแล้ว จะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมี อุทยานและสระโบกขรณีที่เป็นประพาส เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป อีกทั้งจักได้เสวยอาหารทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร
8.กัณฑ์กุมาร ชูชกทูลขอสองกุมาร ทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร แล้วพาออกเดินทาง อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปแล้วได้เกิดในฉกามาพจรสวรรค์ในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตรมาอุบัติก็จะได้พบศาสนาของพระองค์ จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์ ตลอดจนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง 4 ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว้
9.กัณฑ์มัทรี พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่าออกติดตสมสองกุมารตลอดทั้งคืน จนถึงทรงวิสัญญี(สลบ)เฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร เมื่อทรงฟื้นแล้วพระเวสสันดรตรัสเล่าความจริงเกี่ยวกับสองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาด้วย อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเป็นผู้มีอายุยืนยาวทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใดๆก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน
10.กัณฑ์สักกบรรพ พระอินทร์พระเกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรีจึงแปลงเป็นพราหมณ์ชรามาทูลขอพระนางมัทรีแล้วฝากไว้กับพระเวสสันดร อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเป็นผ้ที่เจริญด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง 4 คืออายุวรรณธ สุขะ พละ ตลอดกาล
11.กัณฑ์มหาราช ชูชกเดินทางเข้าไปแคว้นสีวีราษร์ พระสัญชัย ทรงไถ่สองกุมาร ชูชกได้รับพระรายชทานเลี้บง และ ถึงแก่กรรมด้วยกินอาหารมากเกินควร อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้มนุษสมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชาเมื่อจากโลกมนุษย์ไปก็จะไปเสวยทิพยืสมบัติ ในฉกามาพจรสวรรค์มีนางเทพอัปสรเป้นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ้งชาติ ชรา พยามรณธ พ้นจากโมฆะทั้งสามมีกาโมฆะ เป็นต้น
12.กัณฑ์ฉกษัตริย์ กษัตริย์แคว้นถลิงราชย์ทรงคืนช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดี พระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์ทรงพบกันก็ทรงวิสัญญี ต่อมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟื้นขึ้น อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้เป็นผู้ที่เจริญด้วยพร 4ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกๆชาติแล
13.กัณฑ์นครกัณฑ์ กษัตริย์หกพระองค์เสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรได้ครองราชย์ดังเดิม บ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงศาคณาญาติข้าทาสชาย-หญิง ธิดา สามี หรือบิดามารดา เป็นต้นอยู่พร้อมหน้ากันด้วยความผาสุก ปราศจากดรคาพาธทั้งปวง จะทำการใดๆก็พร้อมเพียงกันยังการงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีคลายเครียดจากการเรียน การทำงาน และการอ่านหนังสือ


ชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมเมือง มักต้องพบกับการแข่งขันสูงและอยู่ภายใต้ภาวะความกดดันต่างๆ จากสถานการณ์รอบตัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทำงาน การศึกษาเล่าเรียน รวมถึงมลภาวะต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่นำไปสู่ ความเครียด เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการกับความเครียด ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่างๆ โดยเฉพาะต่อมหมวกไต ซึ่งจะมีการสร้างและหลั่งสารต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความเครียดดังกล่าว ในภาวะนี้อาจมีความจำเป็นต้องใช้ วิตามินและสารอาหารบางตัวเพิ่มขึ้น หากเราอยู่ในภาวะเครียดนานๆ อาจนำไปสู่การเกิดภาวะวิตามินและสารอาหารบกพร่องในร่างกาย
วิตามินและสารอาหาร ช่วยลดความเครียด
วิตามินบี ปริมาณสูง วิตามินบี มีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังงานจากสารอาหารให้กับสมองและระบบประสาท ในขณะเครียด สมองต้องใช้พลังงานมากขึ้นทวีคูณ วิตามินบีจึงถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้สมองขาดพลังงานในการทำงาน ก่อให้เกิดความเครียดทวีมากยิ่งขึ้น ในผู้ที่ขาดวิตามินบี ถึงแม้จะได้รับสารอาหารมากมายเท่าไรก็ตาม สารอาหารเหล่านั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานให้สมองได้ ดังนั้นผู้อยู่ในภาวะเครียดจึงควรได้รับวิตามินบี ปริมาณสูงเพียงพอเพื่อใช้เปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงานแก่สมองได้ทันที การศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินบีต่อภาวะความเครียด โดยออกแบบให้กลุ่มตัวอย่าง รับประทานวิตามินบี 1 ปริมาณ 50มิลลิกรัมต่อวันต่อเนื่องเป็นเวลา 2เดือน ติดตามผลด้านอารมณ์ ความจำ และระยะเวลาการตอบสนอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์ที่พัฒนาดีขึ้น คือ ทำให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกประปรี้กระเปร่าขึ้น และมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่เร็วขึ้นอีกด้วย ร่างกายควรได้รับวิตามินบีในปริมาณสูงหลายชนิดร่วมกัน เพื่อช่วยให้ขบวนการเผาผลาญอาหารเป็นไปอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์ โดยปริมาณแนะนำของวิตามินบีแต่ละชนิดคือ 25-50 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากนั้นการรับประทานวิตามินบีรวม ควรเลือกสูตรที่มีปริมาณวิตามินบีแต่ละชนิดใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการแย่งการดูดซึมซึ่งกันและกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า การได้รับวิตามินบีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จะไปแย่งการดูดซึมวิตามินบีตัวอื่นได้
โสม เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ให้สาร Ginsenosideมีสรรพคุณช่วยลดความเครียดได้ ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย การรับประทานโสมสกัดวันละประมาณ 100-500 มิลลิกรัม ก็มีผลช่วยให้สามารถทนต่อภาวะกดดันต่างๆ จากความเครียด ร่างกายมีประสิทธิภาพการทำงาน การออกกำลังกายได้ดีขึ้นอีกด้วย สารสกัดจากรากวาเลอเรียน ผู้ที่มีปัญหาความเครียด มักประสบปัญหานอนไม่หลับ สารสกัดจากรากวาเลอเรียน เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ ไม่เสพติด ตื่นนอนรู้สึกโล่งสบาย ไม่มึนงง การรับประทานวันละ 455 มิลลิกรัม ก่อนนอน ครึ่งชั่วโมง ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาความเครียดหลับอย่างเป็นธรรมชาติ ตื่นขึ้นมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนปกติ ในต่างประเทศสารสกัดจากรากวาเลอเรียน เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายมานาน โดยพบว่ามีการบรรจุ สรรพคุณและวิธีการใช้ สารสกัดจากรากวาเลอเรี่ยนไว้ใน สมุนไพรเภสัชตำรับของประเทศ อังกฤษ ตั้งแต่ปี 1867 และสมุนไพรเภสัชตำรับของประเทศ สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1820


ขอขอบคุณที่มา

ได้ปิดเรียนภายใน

วันพฤหัสบดี และวันศุกร์นี้ โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศของเราได้กำหนดปิดเป็นการภายใน เนื่องจากคุณครูของเราส่วนใหญ่ต้องไปดูงานที่ทางภาคใต้ โรงเรียนเราจึงกำหนดเป็นพิเศษแต่คนอื่นเค้าหยุดกันแต่ฉันและเพื่อนๆห้อง 2 ต้องไปทำงานกันอะ เป็นงานวิชาชีววิทยา ของคุณครูบัญญัติซึ่งเราทำงานนี้แทนการสอบจร้า เป็นคะแนน 20คะแนนด้วยกัน พวกเราต้องเตรียมงานนี้เป็นอย่างมาก ที่จริงแล้วคุณครูไม่ให้พวกเรามาโรงเรียนในวันหยุดนี้หรอกแต่จะทำอย่างไรได้ พวกเราทำงานกันไม่ทันนี้น่า เราก็เลยต้องไปทำงานกัน แล้วยิ่งงานนี้ก็เลื่อนการจัดแสดงนิทรรศการจากวันที่ 2กุมภาพันธ์มาเป็นวันที่ 26มกราคมอะดิ พวกเราก็เลยต้องวุ่นกับการทำงานกันยกใหญ่

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

เคารพครู

สำหรับวันนี้ก็เป็นวันครูแล้วนะคะ ดิฉันเชื่อว่าทุกๆคนคงต้องเคยมีคุณครูมาก่อน คุณครูนั้นเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของ ท่านจะคอยดูแลพวกเราเสมือนลูกคนหนึ่ง ครูจะสอนให้เราทุกคนเป็นคนดี สอนวิชาความรู้ให้แก่เราทุกคน หากเราไม่มีคุณครูแล้วพวกเราก็จะไม่มีความรู้มาประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัว ฉะนั้นแล้วเราทุกคนก็ควรเชื่อฟังคุณครูให้มากๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านบอกแก่พวกเรานั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น
วันนี้ดิฉันจึงมีกลอนสำหรับคุณครูทุกท่านมาฝากกันคะ
รอยไม้เรียว
ดุจเรือจ้าง...นำทาง...ให้ผองศิษย์
ได้สัมฤทธิ์...สมมาด...ปรารถนา
ด้วยวิชา...ความรู้...ที่เรียนมา
จากครูบา..ผู้ที่...มีพระคุณ
ขอบูชา...คุณท่าน...ไว้ใน
ถูกผิด...คิดยั้ง..ดัวยคำหนุน
แนวทางครู...ชี้ให้...ไว้เป็นทุน
ด้วยน้ำใจ...การุณ...ศิษย์ทุกครา
รอยไม้เรียว...น้ำลาย...และไอปาก
ที่ครูฝาก...ให้ไว้...ยังมีค่า
ย้ำเตือนศิษย์...ได้ดี...เสมอมา
น้อมสักกา...คารวะ...พระคุณครู

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวทำอย่างไรจึงจะหายเร็ว

สิวเกิดจากรูขุมขนอุดตันเนื่องจากการจับตัวของน้ำมันกับเซลหนังกำพร้าชั้นนอกที่ตายแล้ว ทำให้เกิดการคั่งของน้ำมันในขุมขน เกิดเป็นสิว ต่อมาอาจมีการเจริญของเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังและขุมขน ก็จะทำให้เกิดการอักเสบเป็นสิวหัวแดงหรือตุ่มหนอง เชื่อว่ากรรมพันธุ์อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิว นอกจากนี้ก็มีสาเหตุมาจากความเครียด วิตกกังวล พักผ่อนไม่พอ ระยะก่อนมีประจำเดือน เป็นต้น
การรักษา
1.ควรล้างหน้าด้วยสบู่เด็กกับน้ำสะอาด วันละไม่เกิน 2ครั้ง ห้ามล้างหน้านานๆ หรือถูแรงๆ การใช้สบู่มากเกินไปอาจทำให้เกิดสิวได้
2.อย่าบีบ เค้น กด หรือแกะสิวเอง อาจทำให้ติดเชื้อลุกลามได้
3.หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหรือครีมทาผิวต่างๆ
4.หลีกเลี่ยงจากอารมณ์เครียดและความวิตกกังวลต่างๆ เพราะอาจทำให้สิวเห่อได้
5.ออกกำลังกายเป็นประจำรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว ลองใช้ Hilludroid


ขอขอบคุณที่มาจาก
http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20070817205208AA3K1IR

หนังสืออ่านนอกเวลา เรื่อง ปุลากง


“ที่บ้านไม่มีใคร ผมมารับคุณพี่” เสียงพูดฟังดูไม่รื่นหูเพราะไม่มีคำลงท้ายเท่าที่ควร ผู้อาวุโสกว่ามากหันมาพิจารณาคนพูดอย่างสนใจ เด็กคนนั้นอายุไม่เกิน 14 ปี รูปร่างสูงแต่ดูผอมซูบซีดไม่แจ่มใส หน้าเข้มตั้งแต่คิ้ว ตา จมูกเป็นสัน ปากบางเม้มสนิท หน้าตาดี ดูหน้าก็รู้ว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์
คุณอัมพิกาเป็นคนพิการ เนื่องจากเป็นโปลิโอตั้งแต่สองขวบ ถึงเธอจะอายุ 18 แต่ร่างกายเล็กแกร็น เธอเคยบอกเขาว่า “มันมีชาร์ป มีแฟลตยุ่งเหลือเกิน แต่ไม่หัดปิอาโนก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร พี่เป็นคนพิการ จึงต้องเรียนดนตรีอย่างน้อยเกิดยากจน ก็พอจะรับสอนเด็กๆ ได้” เขานึกหัวเราะ คุณพี่ไม่มีวันยากจนหรอก ถึงจะพิการแต่ก็เป็นลูกเมียหลวง คุณพ่อมีลูกกับคนที่บ้านใหญ่ถึงสี่คน คุณพี่เป็นคนโต แล้วจึงคุณอดิสร, อนันต์ คู่อริ Number1 และคนสุดท้องชื่ออรนุช ลูกสาวที่เกิดพร้อมกับเขา คุณแม่เล่าว่า ท่านคลอดเขาที่เรือนเล็ก กับนางผดุงครรภ์ แต่คุณนุชคลอดกับแพทย์ที่โรงพยาบาล
คุณปุ้มเป็นคนเดียวที่เข้มเรียกว่าพี่ คุณพี่เรียนปิอาโนกับกับคุณพิรุณ บ้านคุณพิรุณเป็นบ้านเล็กที่อยู่ติดกับบ้านเขาแค่รั้ว บ้านหลังนี้เป็นตึกเล็กๆ ชั้นเดียวแบบโบราณ คุณแม่เล่าว่า เป็นบ้านของแม่หม้าย ชื่อคุณพิรุณ สามีเป็นทหารเรือตายในสงคราม คุณพิรุณรับสอนดนตรีเพื่อเลี้ยงลูก คุณพิรุณมีลูกสาวชื่อ หนูตุ่น
เขาเองมีเรื่องคิดมากมาย เรื่องค่าเงินค่าเทอมขอคุณพ่อแต่ละครั้งยากเย็น ติโน่น ตินี่ บางครั้งท่านก็ผลัดว่าคุณฉะอ้อนเก็บกุญแจเซฟบ้าง รอแล้วรออีก ก็ไม่ได้เงิน เขาเคยถามคุณแม่ว่าทำไมต้องรักคุณพ่อ แต่คำตอบที่ได้ยินก็ทำให้เขาอึ้งไป “ ไม่เป็นใครอยากเป็นน้อยหรอกจ๊ะ เมื่อเขาพาแม่มากรุงเทพ เข้มอยู่ท้องแม่จวนครบกำหนดคลอด คุณพ่อรบเร้าให้เอกออกแต่แม่อยากได้ลูก จะยังไรก็รักเขาที่เป็นสามี แต่เกลียดเขาที่ไม่ต้องการลูก แม่เป็นเมียน้อยสมัยเก่า ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว ถึงคุณตาของเข้มจะเป็นแค่ครูใหญ่ แต่คุณตาทวดเคยเป็นถึงเจ้าเมือง จะทำอะไรก็ให้นึกถึงท่านบ้าง”
เขานั่งคิดไปเพลิน จนคุณอัมพิกามาเรียก วันนี้ที่บ้านใหญ่ไปทะเลกัน ผมจึงมารับคุณพี่ ตอนนี้เรียนชั้นไหนแล้ว คุณอัมพิกาถาม “ตอนนี้เรียนอยู่ ม.ศ.3 ปีหน้าก็ต้องสอบเข้าโรงเรียนเตรียม บางทีอาจจะต้องขอยืมเงินคุณพี่บ้างแล้วจะหามาใช้ให้” ในเมื่อบ้านใหญ่ไม่มีคนอยู่ คุณพี่จึงขอไปทานข้าวที่บ้านของเขา
เรือนพักของเขาและมารดาอยู่สุดอาณาเขตของบ้าน นางแพงศรีมารดาของศกร มีท่าทีรอบุตรชาย กินอาการกลางวัน บ้านของเขามีสองห้องจึงต้องใช้ระเบียงเป็นที่รับประทานอาหาร ก่อนที่จะรับประทาน ก็มีเสียงเรียกมาแต่ไกล ไม่ใช่ใคร “กวง” น่ะเอง กวงเป็นลูกชายเถ้าแก่ซ้ง ร้านข้าวสารปากตรอง กวงบอกว่ามีธุระกับเข้ม เข้มจึงบอกให้กวงไปก่อนแล้วจะตามไป
เมื่อเข้าตามไปหากวงที่บ้านของกวง กวงจึงบอกว่าคุณนายถามหาให้ชวนเข้ามาร่วมวงอีก เข้มจึงบอกว่าเขาจะทำเมื่อจำเป็นเท่านั้น ผีผนันมันไม่เข้าสิงเขา และตอนนี้เขาขอยืมเงินคุณปุ้มได้แล้ว ก่อนที่เขาจะไป กวงยังบอกให้เขาลองยาใหม่ กินแล้วตาสว่างดี สมองวิ่งอย่างกับรถจักร ยานี้กวงได้ลองไปแล้ว แต่เข้มบอกว่าให้กวงเลิก
ศกรเพิ่งเข้าใจและสงสารกวงวันนี้เอง น้องๆ ของกวงเรียนสูงๆ ทั้งนั้น มีแต่กวงคนเดียวที่ช่วยพ่อแม่ทำงาน ซิ้มหรือแม่กวง ดุและวางระเบียบในบ้านจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ เตี่ยของกวงทำงานสร้างตัวเองด้วยการหายหม้อทองเหลืองขายกระเพาะปลาจนได้แต่งานกับแม่ของกวง แล้วจึงเปลี่ยนมาขายของชำ แต่เมื่อลูกชายคนเล็กคลอด เตี่ยของกวงก็ถูกรถชนตาย บทบาทของแม่ซึ่งเป็นใหญ่มานานจึงทวีความรุนแรงขึ้น ยายซิ้มเป็นคนหัวไวและฉลาด แต่ก็เป็นคนโง่เขลาเรื่องจิตใจของลูก ไม่ยอมรับรู้ หรือฟังคำอุทธรณ์ใดๆ แกต้องการให้กวงคือตัวแทนของสามีเท่านั้น เมื่อแม่ของกวงดำริที่จะเปิดร้านข้าวต้มปลารอบดึก จึงทำให้กวงกินยาที่ว่าเพื่อเพิ่มพลังทุกวัน
ศกรได้รับคำชวนให้มาเสี่ยงโชค และพบว่าเขาโชคดีทางการพนันตลอด หากความยับยั้งชั่งในมีมากกว่าเขาจึงไม่มั่วสุมถ้าไม่จำเป็น ศกรเล่นเพื่อช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากความคับค้นทางการเงิน ซึ่งกวงรู้ดี
ถ้าใครถามเขาตอนนี้ว่าเกลียดอะไรที่สุด เขาคงจะตอบว่าเกลียดพ่อ เขาไม่รู้ว่าความกดดันอันนี้มีผลทางอ้อมต่ออนาคตภายหน้า โดยเฉพาะเมื่อรากฐานแห่งจิตใจของเขามั่งคงเข้มแข็งด้วยการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องจากมารดา ศกรจึงโชคดีที่ผลของความชอกช้ำเกิดประโยชน์กับตัวเขามากว่าเกิดโทษ
"ที่บ้านไม่มีใคร ผมมารับคุณพี่” ประโยคนั้นคุ้นหู นางพิรุณบอกให้ไปที่หลังบ้าน คุณพี่อยู่กับหนูตุ่น หนูตุ่นมีเพื่อนเล่นอีกคนชื่อ วีรุทย์ วีรุทย์เป็นลูกนายตำรวจข้างบ้านครูพิรุณ อายุเท่ากับเข้ม เข้มตั้งใจเอาเงินที่ยืมไปมาคืน และเขาก็บอกความจริงกับคุณพี่ด้วยว่าเขาเอาเงินมาจากไหน เขาตัดสินใจว่าจะสอบเข้าโรงเรียนตำรวจ
เข้มสอบเข้าโรงเรียนตำรวจได้ และต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ เมื่อเขาได้กลับมาบ้าน เขาก็จะแวะไปหากวง กวงติดยางอมแงม แม่ของกวงไม่เข้าใจคิดว่าไม่สบาย ไม่มีเรี่ยวแรง เสียเงินค่าหมอแพงก็แพง แต่ไม่หาย เขาได้พูดคุยกับกวงและรู้ว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะติดยา เขาจึงตัดสินใจจะพากวงไปรักษาให้หาย
เขาไปเจอหนูตุ่นที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนูตุ่นนั่งอยู่ในร้านกับวีรุทย์ หนูตุ่นแก้มใสออกนวลผิวบางจนเป็นสีชมพูเรื่อ ปากบางเฉียบเป็นรอยหยักเข้ารูป ตัวนิดเดียวแต่ดูเข้มแข็งอย่างประหลาด เมื่อเขากลับเข้าบ้าน คุณอนันต์ได้มาตามเข้ม บอกว่าคุณพ่อท่านอยากพบ คุณพ่อเรียกมาเพื่ออยากรู้ว่าเข้มเรียนจบแล้วจะไปอยู่ที่ไหน เขาพอมีเส้นมีสายจะฟากให้อยู่ที่กรุงเทพได้ ไม่ต้องออกต่างจังหวัด แต่เข้มไม่ยอมขอความช่วยเหลือ เขาพอใจจะรับคำสั่งของทางการ
คุณพิรุณแม่ของหนูตุ่นได้เสียไป เธอจึงตัดสินใจที่จะไปทำงานที่ต่างจังหวัด โดยทิ้งบ้านไว้ให้เช่า
หนูตุ่นตัดสินใจไปทำงานที่อำเภอยะหริ่ง ซึ่งอยู่จังหวัดเดียวกับที่วีรุทย์ทำงาน หนูตุ่นเป็นพัฒนากร จึงต้องไปทำงานพัฒนาหมู่บ้านชนบท หล่อนได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่ตำบลปุลากง ดวงตาของหล่อนมีแววทุกข์โศก ไม่เสื่อมคลายจากความคิดถึงความตายของมารดา

หนูตุ่นไปเป็นพัฒนากรที่ปุลากง ได้พบกับนายเข้ม นายเข้มได้ย้ายไปประจำที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอยะหริ่ง เขาเป็นนายตำรวจที่แม่นปืนมาก ปราบพวกโจรจนโจรขยาด ขนาดเอาดวงเขาไปให้หมอดูทำนาย แต่ หมอดูบอกว่าเขาดวงแข็งตายยาก และเขาเอากวงไปด้วย หนูตุ่นได้ทำงานเป็นครูสอนเด็ก ที่โรงเรียนในหมู่บ้านด้วย เธอรู้จักมูเนาะ ซึ่งเป็นคนรักของวีรุทย์ วีรุทย์ได้รับมอบหมายให้ย้ายไปอยู่ที่ Sensitive area และถูกฆ่าตาย เมื่อมูเนาะทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ ก็ตกใจมาก และได้จมน้ำตายในที่สุด ที่ปุลากงนี่เอง ศุภราหรือหนูตุ่น ก็มีความผูกพันกับศกรมากขึ้น ศกรได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่ชายแดนร่วมกับตำรวจต่างประเทศ แต่เป็นคำสั่งลับ เขาจึงตั้งใจจะมาลาเธอที่หมู่บ้าน แต่ไม่พบเพราะเธอไปเที่ยวที่ภูเก็ต เมื่อเขาไปทำงานที่นั่น เขาได้ปะทะกับกลุ่มโจรได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงต้องรีบพากลับไปรักษาที่กรุงเทพฯ เป็นการด่วน ในขณะเดียวกัน ศุภราก็ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จและกลับไปที่กรุงเทพฯ เธอกลับไปอยู่ที่บ้านของเธอ
เมื่อเธอกลับเข้ากรุงเทพ เธอได้ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บกับเพื่อนของเธอ และเธอก็ได้เห็นศกรอยู่ในห้องพัก มีอาการป่วยหนัก ในขณะที่ศกรอยู่โรงพยาบาล หนูตุ่นได้ไปเยี่ยมเขาหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ได้พบเขา เพราะเขาพักผ่อนทุกครั้งที่เธอไป พยาบาลคนสวยที่ชื่อ วิมล ก็อยู่ดูแลเขาตลอดเวลา วิมลบอกให้เธอรอพบก่อน แต่เธอจะต้องเตรียมตัวเดินทางไกลในวันรุ่งขึ้น เธอจึงต้องรีบกลับ เมื่อเขากลับไปพักที่บ้าน วิมลก็ตามไปดูแลเขาด้วยเนื่องจากบ้านของวิมลอยู่ซอยเดียวกับศกร
เมื่อศุภรากลับมาจากไปราชการ คุณอัมพิกาได้เข้ามาหาเธอที่ในบ้าน แล้วเล่าเรื่องของเข้มกับวิมลให้ฟัง คุณอัมพิกาคิดว่าเข้มคงจะแต่งงานกับวิมล ตกเย็นเข้มแวะมาที่บ้านของหนูตุ่น และชวนเธอไปกินข้าวเย็นที่บ้าน เมื่อไปถึงบ้าน ก็ได้พบกับวิมลด้วย วิมลมาหัดเรียนอาหารกับแม่ของเข้ม หล่อนเห็นแววตาของเขาที่มองมาทางหล่อนเพียงแวบเดียว แววตาแบบนี้หล่อนเคยเห็นมาก่อน เขาคุยกับแม่ของเขาเรื่องทำอาหารและก็คอยพูดกระทบกับหนูตุ่น
วันรุ่งขึ้นคุณอัมพิกามาคุยกับหนูตุ่นแล้วบอกว่าเข้มไปบอกคุณพ่อเรื่องแต่งงาน เขาเอาเงินเก็บของเขาไปซื้อแหวนหมั้น ได้วงเล็กนิดเดียว คุณพ่อก็ว่า ว่าผู้หญิงจะว่าได้ เขาจึงตอบว่าเป็นพิธีหมั้นแล้วก็แต่ง วิมลเขาจะไปเรียนต่อที่นอก เข้มก็คงจะขอทุนตามกันไป
แม่เขาถามเรื่องแต่งงานบอกว่าวิมลได้ทุนไปเรียนเมืองนอกสองปี แต่เข้มต้องไปธุระราชการต่างประเทศแค่เดือนเดียว เขาขอฝากแหวนหมั้นไว้ที่แม่ก่อน เมื่อกลับมาจากต่างประเทศแล้วเขาจะมาเอาคืน เขาถามแม่ว่าชอบวิมลมากหรือ แม่ของเขาบอกว่าถ้าลูกชอบใครแม่ก็ชอบคนนั้น แต่เค้าบอกว่าเขาชอบหนูตุ่นมากกว่า เขาชอบผู้หญิงที่ฉลาดไม่มีอารมณ์ของผู้หญิงมากเกินไป ซึ่งจะเป็นผลดีกับลูกของเขาด้วย เมื่อเขาบอกเช่นนั้น แม่ของเขาจึงให้เขาไปหาหนูตุ่น แต่คุณอัมพิกาบอกว่าหนูตุ่นไปอบรมพัฒนากรที่ปัตตานีสามเดือน แม่ของเขาจึงจัดกระเป๋าใบเล็กให้เขา โดยบอกให้เขาลางานสักเจ็ดวัน เหนื่อยกายมามากแล้ว อย่าต้องทรมานใจจนตายเพราะความไม่เข้าใจกัน
เมื่อเขาไปถึงที่อำเภอยะหริ่ง เขาได้ไปถามหาศุภราแต่ไม่พบ ได้แต่บอกว่าเข้าไปที่ปุลากง ถ้าจะพบก็ต้องเข้าไปที่นั่น เพื่อนของเขาได้ให้เขายืมรถจี๊ป และเขาก็รีบขับรถไปที่ปุลากง เมื่อเจอหล่อนเขาก็ชวนหล่อนให้เข้าจังหวัด ระหว่างทางกลับเข้าจังหวัด รถที่ขับมาเสียกลางทาง เขาจึงต้องซ่อมรถ แต่ไฟฉายตกลงไปข้างทางจึงมองไม่เห็น และหล่อนก็มองเห็นกลุ่มคน ซึ่งอาจจะเป็นชาวบ้านมาล่าสัตว์ หรือพวกนั้น หล่อนเข้าใจคำนี้ดี เขาให้หล่อนเอาผ้าเช็ดหน้ารวบผมขึ้นให้หมด แล้วไปหลบที่ข้างป่า แล้วพวกนั้นก็เข้ามา พวกมันมีกลุ่มใหญ่ เข้ามากราดยิงที่รถและบริเวณรอบๆ หล่อนกลัวจับใจ ภาวนาขออย่าให้มันใช้ทางนี้เป็นทางผ่าน เมื่อพวกมันไปแล้ว เขาจึงบอกกับหล่อนว่า รถยังใช้การไม่ได้ ต้องรอให้ฟ้าสางค่อยไปตามคนที่ปุลากงมาช่วย เขาจึงถามหล่อนว่าหล่อนพร้อมที่จะเผชิญชีวิตแบบนี้กับเขาไหม เขาโอบกอดหล่อนเข้ามาใกล้ ศุภราไม่ตอบว่ากระไร หล่อนรู้แล้วว่าพลังความรักนั้นรุนแรงจริงๆ หล่อนไม่กลัวที่จะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่มีชีวิตแขวนอยู่กับความตาย หล่อนเต็มใจที่จะรับทั้งความสุขและความทุกข์ ร่วมกับสามีสุดที่รักในอนาคตอันใกล้นี้